เมื่อท้องไม่พร้อม หลายคนพิมพ์คำว่า “ยาขับเลือด” หรือ “ยาทำแท้ง” ลงในช่องค้นหา และพบโพสต์มากมายที่บอกว่า “สั่งยาได้เลย ส่งด่วน ไม่ต้องพบหมอ” แต่การใช้ยาจากแหล่งที่ไม่รู้ที่มา อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าที่คุณคิด
อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการสั่งยาออนไลน์
- ไม่รู้ว่ายาคืออะไรแน่ หลายกรณีไม่ได้ระบุชื่อยา หรือให้ยาที่ไม่มีประสิทธิภาพ บางรายได้รับของปลอม ของหมดอายุ หรือของที่ไม่ใช่ยาทางการแพทย์
- ขนาดยาและวิธีใช้ไม่เหมาะกับอายุครรภ์ ยาที่ใช้ยุติการตั้งครรภ์ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์การใช้ยาผิดขนาดอาจทำให้แท้งไม่สมบูรณ์ เลือดออกไม่หยุด หรือเสี่ยงติดเชื้อ
- ไม่มีใครดูแลหากเกิดภาวะแทรกซ้อน หากเกิดอาการผิดปกติหลังใช้ยา เช่น ปวดท้องรุนแรง เลือดออกมาก จะไม่มีแพทย์คอยดูแลหรือประเมิน เสี่ยงเสียสุขภาพ หรือถึงขั้นเสียชีวิตในบางกรณี
อย่าเสี่ยงเพียงเพราะต้องการ “ความเงียบ”
หากคุณรู้สึกไม่พร้อมพบแพทย์แบบเปิดเผย ยังมีทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวกว่านั้น คุณสามารถปรึกษาทีมที่เชี่ยวชาญ โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ
ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างปลอดภัย ติดต่อเราได้ที่นี่ ระบบปรึกษาท้องไม่พร้อม RSA Online : https://abortion.rsathai.org
Line Official : @rsathai
Inbox Facebook Page : rsathai
บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00-19.00 น.
ยาทำแท้ง ยาสอด ยาขับเลือด ต่างกันยังไง ใช้เมื่อไหร่
หลายคนที่ท้องไม่พร้อมและเริ่มหาข้อมูล อาจพบคำเหล่านี้อยู่ในบทสนทนา บนโลกออนไลน์ หรือในกลุ่มเพื่อน แต่ในความเป็นจริง “ยาทำแท้ง”, “ยาสอด”, และ “ยาขับเลือด” ไม่ใช่คำเดียวกัน และไม่ได้ใช้แทนกันได้เสมอไป
1. ยาทำแท้ง หมายถึงการใช้ยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปใช้ร่วมกัน 2 ชนิดคือ:
- Mifepristone: หยุดการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ผนังมดลูกไม่เหมาะกับการเจริญเติบโต
- Misoprostol: ทำให้มดลูกบีบตัวและขับเนื้อเยื่อออก คล้ายกับการแท้งตามธรรมชาติ
ใช้ได้อย่างปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
2. ยาสอด เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกยา Misoprostol ซึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดที่ใช้ “สอดช่องคลอด” หรือวางใต้ลิ้น
- เป็นยาที่ใช้ในกระบวนการยุติการตั้งครรภ์ แต่ถ้าใช้ “โดยไม่มีการประเมินอายุครรภ์และสุขภาพ” อาจเกิดอันตรายได้ เช่น อาจแท้งไม่สมบูรณ์ เลือดออกไม่หยุด หรือเกิดการติดเชื้อ
3. ยาขับเลือด
เป็นคำที่พบในโพสต์ขายยาหรือในเว็บผิดกฎหมาย
- ไม่สามารถระบุชัดเจนว่าเป็นยาอะไร
- ไม่มีการควบคุมขนาดและวิธีใช้
- มีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อร่างกายและชีวิต
- บางครั้งไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงรุนแรง
ใช้เมื่อไหร่ และต้องระวังอะไร
- การใช้ “ยาทำแท้ง” ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ต้องประเมินอายุครรภ์ และเลือกวิธีให้เหมาะสม
- ห้ามซื้อยาจากแหล่งที่ไม่รู้แหล่งผลิต หรือไม่มีข้อมูลชัดเจน
อย่าเสี่ยงกับชีวิตตัวเอง เพราะปัจจุบันมีบริการที่ปลอดภัย ถูกกฎหมาย และให้คำปรึกษาโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน
ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ ติดต่อเราได้ที่นี่
ระบบปรึกษาท้องไม่พร้อม RSA Online : https://abortion.rsathai.org
Line Official : @rsathai
Inbox Facebook Page : rsathai
บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00-19.00 น.
ยุติการตั้งครรภ์ได้เมื่ออายุครรภ์เท่าไหร่
การยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทยสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และ ไม่ผิดกฎหมาย
อายุครรภ์ที่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้
- อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ สามารถยุติได้โดยไม่ต้องระบุเหตุผล
- อายุครรภ์ 12–20 สัปดาห์ ได้รับคำปรึกษาอย่างรอบด้าน และต้องเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของผู้ตั้งครรภ์
- ยุติได้ทุกอายุครรภ์ หากการตั้งครรภ์ส่งผลต่อ สุขภาพกายหรือจิตใจของผู้ตั้งครรภ์ ตัวอ่อนพิการรุณแรง ผู้ตั้งครรภ์อายุต่ำกว่า 15 ปี การตั้งครรภ์เกิดจากการถูกล่วงละเมิดโดยไม่ต้องใช้ใบแจ้งความ
ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ติดต่อเราได้ที่นี่ ระบบปรึกษาท้องไม่พร้อม RSA Online : https://abortion.rsathai.org
Line Official : @rsathai
Inbox Facebook Page : rsathai
บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00-19.00 น.
ทางเลือกของคนท้องไม่พร้อม ไม่ได้มีแค่ยุติฯ
ทางเลือกของคนท้องไม่พร้อม : ไม่ได้มีแค่ยุติการตั้งครรภ์แล้วมีทางเลือกอะไรบ้าง?
มี 3 ทางเลือกหลักที่คุณสามารถพิจารณาได้
1. ตั้งครรภ์ต่อและเลี้ยงดูบุตรเอง
- ขอรับการสนับสนุนจากครอบครัวหรือคนใกล้ตัว
- วางแผนเรื่องการเรียน การทำงาน
- ใช้สิทธิจากภาครัฐ เช่น ฝากครรภ์ฟรี สิทธิเรียนต่อ
2. ยกบุตรให้ผู้อื่นอุปการะ
- ดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกรมกิจการเด็กและเยาวชน
- เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมเลี้ยงดูเอง แต่ไม่ต้องการยุติการตั้งครรภ์
- คุณสามารถเลือกได้ว่าจะติดต่อกับเด็กในอนาคตหรือไม่
3. ยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย
- ทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และสามารถปรึกษาฟรี
- ปลอดภัยกว่าการซื้อยาหรือใช้บริการที่ไม่มีมาตรฐาน
ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ติดต่อเราได้ที่นี่ระบบปรึกษาท้องไม่พร้อม RSA Online : https://abortion.rsathai.org
Line Official : @rsathai
Inbox Facebook Page : rsathai
บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00-19.00 น.
ปลายแหลมของตะเกียบ ที่เสียบแทงความหวังผู้หญิง
“มีตะเกียบมั้ยคะ” ข้อความในหน้าไลน์ที่ผมเห็นนั้นเขียนมาแบบนี้
“มีค่ะ” คนนี้น่าจะเป็นคนที่ถามคำถามอะไรไปสักอย่างก่อนหน้า
จากนั้นก็มีรูปตะเกียบไม้ถูกเหลาหัวแหลมเปี๊ยบส่งมาจากต้นทาง “เหลาแบบนี้”
พอจะรู้ไหมครับ ว่าเขาคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ลองทายดูก่อนนะครับ และบอกผมหน่อย ว่าคุณนึกถึงอะไร
…
นี่คือปี พ.ศ.๒๕๖๘ สี่ปีหลังจากมีการแก้ไขกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการทำแท้ง เพื่อให้มีการเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยได้ ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิ์ และความเสมอภาคทางเพศ
…
การทำแท้งมี ๒ วิธีหลัก
ดูด : ดูดโดยใช้หลอดดูดพลาสติก สอดเข้าไปช่องคลอด ผ่านปากมดลูก และเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูก แล้วดูดครับ ดูดเหมือนดูดชาไข่มุก ผลุก ผลุก ผลุก ซึ่งทำได้จนถึงอายุครรภ์ราว ๑๒ สัปดาห์ ซึ่งมีความปลอดภัยสูง หลายๆ ที่สามารถทำได้ที่คลินิก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
ใช้ยา : เดี๋ยวนี้มียาดีและปลอดภัยเพื่อให้บริการทำแท้ง ยาได้มีการถูกกระจายไปมากมายหลายคลินิกและหลายโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน
ถ้าไปโรงพยาบาลรัฐก็จะได้ยาฟรี เพราะหลวงจ่ายค่ายาไว้แล้ว (ค่าอื่นๆ ก็ยังคงต้องจ่ายนะครับ ค่าตรวจภายใน ค่าอัลตราซาวนด์ เป็นต้น) หรือหากจะไปคลินิกก็แล้วแต่ราคาของคลินิก
ถ้าอายุครรภ์ไม่ถึง ๑๒ สัปดาห์ กินยาเม็ดแรก จากนั้นอีก ๒๔ ชั่วโมง ใช้ยาชนิดที่ ๒ ใช้สอดช่องคลอดหรืออมใต้ลิ้น การแท้งจะเกิดขึ้นได้สำเร็จมากกว่า ๙๐%
แต่ถ้าอายุครรภ์เกิน ๑๒ สัปดาห์ไปแล้ว แบบนี้ต้องนอนโรงพยาบาล หมอก็จะให้กินยาตัวแรก (เหมือนเดิม) และรออีก ๑ วันก็จะสอดยาชนิดที่ ๒ เข้าช่องคลอดหรือให้อมใต้ลิ้น ซึ่งต้องสอดยาซ้ำๆทุก ๓ ชั่วโมงจนกว่าจะแท้งออกมา ซึ่งส่วนมากมักไม่เกินวันหนึ่งก็แท้งออกมา
มันปลอดภัยครับ เพียงแต่เมื่ออายุครรภ์เกิน ๑๒ สัปดาห์นั้นต้องทำในโรงพยาบาล เพราะการแท้งมันตกเลือดได้มากกว่าอายุครรภ์น้อยๆ
…
คือตั้งแต่มียาทำแท้ง มันทำให้ทำแท้งง่ายและปลอดภัยมากขึ้น การบาดเจ็บและการตายจากการทำแท้งเถื่อนน้อยลงมาเรื่อยๆ
กระทั่งกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงให้การทำแท้งสามารถเข้าถึงได้ เราแทบไม่มีคนตายจากการทำแท้งอีกเลยในประเทศไทยของเรานี้ นี่แสดงให้เห็นว่า ยาและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์สามารถลดการบาดเจ็บและการตายของผู้หญิงได้จริงๆ
…
แล้วไอ้รูปการสื่อสารในไลน์ของกลุ่มทางการแพทย์ที่ผมได้รับมาเมื่อเช้านั้นมันหมายความว่าอย่างไร
มันคือการทำแท้งรูปแบบเฮงซวยแบบโบราณยังมีอยู่!
เขาบอกให้ผู้หญิงใช้ไม้ปลายแหลมสอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อให้ถุงน้ำคร่ำแตก และหวังให้เด็กแท้งออกมา แต่จะว่าไป มันก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นนะครับ จากเมื่อก่อนที่ใช้ไม้เสียบลูกชิ้น ใช้เศษไม้ที่หาได้ตามใต้ถุนบ้าน ตอนนี้ใช้ตะเกียบซึ่งล้างมาแล้ว อาจจะล้างกับน้ำยาล้างจานมาอย่างดี เหลาๆ เช็ดๆ เหลาๆ แหลมๆ แล้วค่อยๆสอดเข้าไปในช่องคลอด กะให้ได้ตำแหน่งที่ตรงปากมดลูก และกระทุ้งให้ถุงน้ำแตก
อูยยยยย บ้ามาก บอกเลย
ธนพันธ์ ชูบุญแพทย์แผนปัจจุบัน ๘ ก.พ. ๖๘
ขอบคุณที่มา : ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ
https://web.facebook.com/share/p/1GNvRwpNU8
ดูดโพรงมดลูก คลาสนี้มีแต่เสียงหัวเราะ
ภาระการสอนเรื่องดูดโพรงมดลูกของสาขาวิชาสูติฯ ยังคงเป็นของผม สถาบันของเราเปลี่ยนจากการใช้เหล็กขูดโพรงมดลูกมาเป็นการดูดด้วยหลอดพลาสติกมานานราว ๑๕ ปีแล้ว การสอนวิธีการใช้เครื่องมือและวิธีการดูดคือสาระที่สำคัญ
๑. คือการตรวจภายในก่อนทำหัตถการเพื่อประเมินดูว่าทำได้ไหม หรือทำไม่ได้
ผมถามลูกศิษย์ว่า อะไรคือข้อห้ามที่สำคัญของการดูดโพรงมดลูก
คำตอบคือ มีการตั้งท้องอยู่ (ถ้าการดูดนั้นมิใช่เพื่อการทำแท้ง) หรือมีการติดเชื้อในช่องคลอดหรือปากมดลูกในขณะนั้น
“มีอะไรอีกไหม” ผมถามนักเรียน
“ไม่มีช่องคลอดครับ” มีเสียงตอบมาจากด้านหลัง
“เดี๋ยววววววว” ผมเบรคแทบหัวคะมำ “ไม่มีช่องคลอดแล้วจะมาให้เราดูดโพรงมดลูกกันเพื่ออออออ?” ผมครวญ แต่ก็นั่นแหละ ความสนุกของการสอนมันก็อยู่ตรงนี้แหละ เชื่อสิ
๒. ใส่อุปกรณ์ปากเป็ดเข้าไปถ่างช่องคลอด
๓. ทาน้ำยาฆ่าเชื้อให้ทั่วช่องคลอดและปากมดลูก
๔. ใช้อุปกรณ์คีมปากเขี้ยว หรือ tenaculum เข้าไปหนีบปากมดลูกไว้ เพราะมันจะทำให้ขั้นตอนการสอดหลอดดูดเข้าโพรงมดลูกง่ายขึ้น
๕. สอดหลอดดูดเข้าไปผ่านปากมดลูกจนปลายหลอดชนยอดโพรงมดลูก
๖. นำกระบอกดูดสุญญากาศมาปิดวาล์ว ดึงก้านกระบอกเพื่อลดแรงดันในกระบอกดูด
เคยเห็นพยาบาลดูดยาเข้าไซริงค์ไหมครับ เวลาเราลดแรงดันของกระบอกขนาดความจุ ๖๐ ซีซีนั่น ก็ทำเช่นนั้นนั่นแหละ
๗. ต่อกระบอกดูดเข้ากับก้านหลอดที่ตอนนี้สอดคาอยู่ในช่องคลอดและปากมดลูกอยู่แล้ว
๘. ปลดวาล์วและเริ่มดูด ดูดจนสิ่งที่อยากดูดออกมาหมด ดูดเหมือนดูดชาไข่มุกนั่นแหละ ปลุ๊กๆๆๆ (เออะ..)
ขั้นตอนนี้ คนไข้จะเริ่มรู้สึกหน่วงท้องน้อย นั่นหมายถึงหัตถการกำลังจะเสร็จ
๙. ดึงอุปกรณ์ทุกอย่างออกมา แล้วสังเกตอาการแทรกซ้อน ถ้าทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ให้กลับบ้านได้
มันง่ายแค่นี้เองครับ คนไข้ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องบล็อกหลัง ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปเยอะเชียว
…
“การเลือกขนาดหลอดดูด ก็ต้องดูว่าเราดูดเพื่อวัตถุประสงค์ใด” ผมบอกนักเรียน “ถ้าดูดเพื่อรักษาการแท้ง หรือทำแท้ง ก็ใช้เบอร์ใหญ่หน่อย จะได้ดูดเสร็จเร็ว แต่หากต้องการดูดเพื่อวินิจฉัย ใช้เบอร์เล็กๆก็พอ เพราะเนื้อโพรงมดลูกมันนุ่ม ดูดออกมาพอให้ได้เนื้อไปตรวจก็จบ”
นั่นคือการบรีฟสั้นๆ ก่อนมาฝึกกับหุ่น…
ในช่วงเวลาฝึกการใช้เครื่องมือ นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งกำลังทำขั้นตอนที่ ๑-๔ เธอทำได้คล่องแคล่ว
จนมาถึงกระบวนการที่ต้องสอดหลอดดูดเข้าโพรงมดลูก ผมก็ถามว่าจะเลือกขนาดเท่าไหร่ดี
คือก้านหลอดดูดน่ะ ขนาดที่ว่ามันคือเส้นผ่านศูนย์กลาง เช่น เบอร์ ๔ ด้ามจับจะเป็นสีเหลือง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔มิลลิเมตร เป็นต้น
“๔๙ ค่ะ” เธอตอบ
แล้วเสียงพูดคุยในกลุ่มก็เงียบลงชั่วขณะ
“เอิ่ม.นั่นมันขนาดเส้นรอบวงของถุงยางอนามัยไหมลูกกกกก”
เห็นไหม ผมว่าคลาสเรียนของผมนี่มันสนุกจริงๆ
ธนพันธ์ ชูบุญสนุกนิเธอ
๑๗ ธ.ค. ๖๗ ขอบคุณที่มา : ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ
https://web.facebook.com/share/p/18sXih1WDV/
คนท้องยุคใหม่ กลัดเข็มกลัดไว้กันอะไร?
“นอกจากภาวะเบาหวานขณะตั้งท้องที่เป็นอยู่นั้น ยังมีอะไรที่เป็นความเสี่ยงอีกบ้างไหม” ผมถามลูกศิษย์ปี ๖ ที่นั่งตรวจคนท้องด้วยกันในวันนี้
เขาทำท่าคิด ”ไม่มีแล้วนะครับ“
“โอเค สรุปว่าเป็นแค่เบาหวานเพียงอย่างเดียว” ผมสรุปตามนั้น
“ว่าแต่การมีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์นี่ ผมใช้คำว่า เป็นแค่ เองเหรอ” ผมย้ำคำพูดตัวเองแล้วหันหน้าไปหาลูกศิษย์
“คุณหมอรู้ไหมว่าเบาหวานขณะตั้งท้องนั้น มันก่อให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง” ผมถามต่อ
“ทารกตัวโต คลอดยาก น้ำคร่ำเยอะ หลังเกิด ทารกอาจจะมีภาวะน้ำตาลต่ำ เลือดข้น เหลืองจนต้องส่องไฟครับ ส่วนแม่ก็มีความเสี่ยงในการเกิดครรภ์เป็นพิษได้ครับ” เขาตอบ
“นั่นคือเราจึงต้องจัดการเรื่องคุมน้ำตาลให้ดี ต้องตรวจบันทึกการเจาะเลือดหลังมื้ออาหารที่ ๒ ชั่วโมง แล้วดูว่ามันไม่ควรเกิน ๑๒๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็น” ผมมองหน้าคนท้องพุงกลมคนนั้น เธอยิ้มและพยักหน้าตอบรับ หลายๆ ครั้ง การสอนลูกศิษย์ผมมักจะอธิบายคนไข้ไปพร้อมๆกัน
”คุณหมอรู้ไหม ว่าคนไข้คนนี้นอกจากจะปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานด้วยการดูแลของพวกเราแล้ว เธอยังปลอดภัยจากการโดนคุณไสยด้วยนะ“
ห๊ะ! นี่คือการเรียนวิชาอะไรวะ
ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนอ่านบทความนี้คิดอยู่ในใจ ลูกศิษย์ผมก็คงคิดแบบเดียวกัน เขาจ้องหน้าผม
“จริ๊ง” ผมทำเสียงสูงหนึ่งสเต็บ
“ไม่โดนคุณไสย ไม่ถูกของร้ายเข้าตัว ผีอำผีแกล้งไม่ได้ ลูกชายในท้องก็ปลอดภัยด้วย”
ว่าแล้วผมก็ชี้ไปยังเข็มกลัดอันเขื่องที่กลัดไว้บนเสื้อบริเวณพุงของเธอ เดี๋ยวนี้คนท้องนิยมกลัดเข็มขัดแบบนี้เยอะขึ้นมาก มีสินค้าวางขายในรูปแบบต่างๆมากมาย จากที่เป็นเข็มกลัดธรรมดาอย่างเมื่อก่อน แต่ตอนนี้มันดูเหมือนของตกแต่งเสื้อผ้าอย่างมีสไตล์ มีตุ้งติ้ง กรุ๊งกริ๊ง ดูน่ารัก
“กันของไม่ดีเข้ามาน่ะหมอ” คนท้องคนหนึ่งบอกผมเมื่อนานมาแล้ว เธอเล่าว่าคราวนั้นกลัดไปก่อนเข้างานศพ
อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย แม้แต่หมอท้องเค้าก็กลัดกัน
”แต่หนูเคยอ่านมานะหมอ” คราวนี้ถึงคราวที่คนท้องสาวสวยของเราในวันนี้พูดขึ้นมาบ้าง ”เค้าบอกว่า กลัดไว้ให้คนเห็นว่าเราท้องอยู่ เวลาไปไหนมาไหนคนรอบข้างจะได้ช่วยระวังภัย ช่วยบริการให้ อย่างวันก่อน เพื่อนหนูติดเข็มกลัดแบบนี้ขึ้นรถไฟฟ้า ก็มีคนลุกขึ้นให้นั่ง“ เธออธิบาย
“แหม่.ฉันว่า ไม่ติดเข็มกลัดก็ดูออกอยู่แล้วไหม ว่าท้องน่ะ” ผมก็แย้งออกไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งยังคงไว้ซึ่งความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง ๕๕
“ถ้าอยากให้คนรู้ว่าคนท้องมาแล้ว หมอว่าใช้เข็มกลัดที่มีตุ้งติ้งเป็นลูกกระดิ่ง หรือระฆังเลยน่าจะดีนะ ได้ยินเสียงชัดแน่ ๆ” ฮ่ายยยยย
“ความจริงถ้าใช้แนวคิดแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน คือหากใครสักคนที่ไม่ท้องแต่ดันอ้วนนนนนนน” ผมลากเสียงยาว เพราะยืนยันเสมอ ว่าความอ้วนคือโรค ”ก็ลองกลัดเข็มกลัดแบบนี้ขึ้นรถดูบ้าง เผื่อคนอื่นจะได้คิดว่าท้อง จะได้ลุกขึ้นให้นั่ง สวมรอยเป็นคนท้องไปเลย“
นั่นไง ว่าไปได้เรื่อยๆจริงๆ
ธนพันธ์ ชูบุญสมัยเมียท้องก็ไม่ได้กลัดนะ
๑๓ ธ.ค. ๖๗
ขอบคุณที่มา : ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ
https://web.facebook.com/share/p/1GzA7rjLqF/
เบื้องหลังชีวิต คนไข้ไข่ปลาอุก
“เธอโชคดีจังที่ได้เห็นเคสนี้ เชื่อไหมว่าเราไม่ได้เห็นคนไข้ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกแบบนี้มานานเกิน ๑๐ ปีได้แล้วนะ“ ผมบอกลูกศิษย์นัดเรียนแพทย์ ปี ๕ ที่มาดูคนไข้ด้วยกัน Molar pregnancy หรือครรภ์ไข่ปลาอุกเริ่มเป็นโรคที่พบได้ยากขึ้น
“เราโชคดี แต่คนไข้โชคร้ายที่เป็นโรคนี้” ผมกำลังจะปิดการสนทนาในขณะที่กำลังจะเดินออกจากห้องผ่าตัดไป
…
ครรภ์ไข่ปลาอุก ไม่ได้เกิดจากผู้หญิงลงไปว่ายน้ำแล้วตั้งท้องกับปลาหรอกนะครับ แบบว่า ว่ายน้ำท่ากบ แล้วจังหวะจ้วงขาก็มีสเปิร์มของปลาอุกหลุดเข้าไปในช่องคลอด โอ๊ย…ไม่ใช่เลยยยยย
หากแต่การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกนั้นมันเกิดจากการที่มีรกผิดปกติอย่างรุนแรง
ปกติแล้ว รกจะมีลักษณะเป็นแผ่นเหมือนโรตีหนาๆ และเมื่อส่องกล้องดูรก ก็จะพบว่าส่วนที่เล็กมากๆ ของรกจะมีลักษณะเหมือนสาหร่าย มีหลอดเลือดอยู่ข้างใน ดูเหมือนเหงือกปลา มันทำหน้าที่หาอาหารส่งให้ทารกไง
แต่ครรภ์ไข่ปลาอุกนั้น เหงือกปลาที่ว่ามันกลับกลายเป็นความบวมเป่งเหมือนเม็ดสาคูใสๆ เล็กใหญ่มากมายก่ายกอง
ใช่ครับ มันผิดปกติไง ทำให้รกของครรภ์ไข่ปลาอุกมีลักษณะเหมือนพวงไข่ปลา เหมือนพวงองุ่น และครรภ์ไข่ปลาอุกที่ว่านี่มีก็มี ๒ แบบ แบบแรกคือทั้งโพรงมดลูกมีแต่พวงไข่ปลา ไม่มีตัวเด็ก การรักษาก็คือดูดออกให้หมด แบบที่ ๒ จะมีตัวเด็กอยู่ด้วย คือเด็กก็เป็นตัวอ่อนในครรภ์ ในขณะที่รกมีลักษณะเป็นพวงไข่ปลา
ทั้ง ๒ แบบนี้ ไม่สามารถพัฒนาเป็นทารกปกติได้นะครับ และมันจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากรกผิดปกตินี้ได้มากมาย โดยเฉพาะธัยรอยด์เป็นพิษอย่างรุนแรง หัวใจวาย น้ำท่วมปอด ตกเลือด และตายได้
บางส่วนมันพัฒนากลายเป็นมะเร็งเนื้อรกหลังการรักษาไปแล้วได้ด้วย เอาล่ะ ผมติ๊ต่างว่า พวกเราเริ่มรู้จักการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกกันแล้วนะครับ
…
เรื่องมันมีอยู่ว่า อาจารย์พี่เปิ้ลแกรับเคสนี้เข้ามาในการดูแลของสายเรา คนไข้ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกที่มีทารกอยู่ด้วย บอกตามตรง แบบนี้พบยากมาก
ผมได้รับการปรึกษาเรื่องการทำให้ตัวอ่อนแท้งออกมาก่อน แล้วจากนั้นจะทำการดูดรกที่เป็นเม็ดไข่ปลาอุกที่เหลือออก
ปัญหามันก็คือ ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษของเธอเป็นรุนแรงมาก เรื่องนี้ทำให้ต้องปรึกษาหมออายุรกรรมโรคต่อมไร้ท่อให้มาช่วยจัดการ ภาวะนี้อาจจะทำให้คนไข้เรารายได้
ต่อมาคือภาวะหัวใจล้มเหลว มันต่อเนื่องมาจากธัยรอยด์เป็นพิษ เรื่องนี้หมออายุรกรรมโรคหัวใจมาช่วยดูให้ เธอถูกใส่สายสวนปัสสาวะ ฉีดยาขับไล่น้ำออกทางฉี่ ใส่สายออกซิเจนแรงดันสูงเพื่อช่วงพยุงระบบหายใจ
ในช่วงเช้าของวันที่เราจะทำแท้งและดูดโพรงมดลูกนั้น จู่ๆ เธอก็เหนื่อยมากขึ้นอีก ทีมของอาจารย์พี่เปิ้ลก็ต้องรีบพาคนไข้ไปตรวจเอกซเรย์หลอดเลือดปอด เนื่องจากมีความกังวลอย่างสูงว่าอาจจะมีลิ่มเลือดอุดตัน ไม่ก็ไอ้เม็ดไข่ปลาอุกอาจจะหลุดเข้าหลอดเลือดไปที่ปอด แล้วเกิดการอุดตันได้ เรียกว่าวิบากขั้นสุด
ส่วนผมน่ะเหรอ
เขากำลังวุ่นวายกันแทบตาย กลับกำลังนั่งขี้อย่างสบายอารมณ์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เนื่องจากในช่วงเช้ามันคือเวลาว่างอันน้อยนิดของผมที่ขาดหายไปนานมากแล้ว
“แป๊ะ..” ระหว่างนั้นเอง พี่เปิ้ลก็โทรศัพท์เข้ามา “คนไข้น่าจะเริ่มแท้งนะคะ ถุงน้ำแตกแล้ว อัลตราซาวนด์ดูแล้ว น้ำแห้งเลย” เป็นการเล่าเคสที่กระชับมาก
“ครับพี่ สอดยา cytotec ๒ เม็ดเข้าไปเลยพี่ เดี๋ยว ๑๐ โมงเราจะพาไปจัดการกันในห้องผ่าตัด แป๊ะจะรีบเข้าไปครับ”
ไงล่ะ ก็ขี้ให้เสร็จสิครับ รีบหน่อย
ผมรีบเข้าไปจัดการเอกสารที่สำนักงาน และเตรียมไปดูคนไข้ในห้องคลอด แต่ไม่ทันไรเจ้าของไข้ก็โทรมาอีกรอบ
“แป๊ะ..เด็กออกแล้ว เดี๋ยวพี่จะพาไปดูดโพรงมดลูกต่อเองก็ได้นะคะ”
“ใจเย็นพี่ รอแป๊ะก่อน” แล้วผมก็วิ่งเข้าไปในห้องคลอด ผู้คนดูวุ่นวายขวักไขว่รอบเตียงคนไข้ที่มีม่านปิดไว้
คนไข้ของเราดูเหนื่อย อ่อนเพลีย ช่องว่างระหว่างขาของเธอนั้นมีเลือดเปื้อนอยู่ ส่วนของสายสะดือของทารกที่แท้งออกมานั้นถูกหนีบด้วยคีมหนีบสายสะดือ ตัวอ่อนที่เพิ่งแท้งมาถูกนำไปวางไว้ในที่เหมาะสมแล้ว เลือดที่ออกมาจากช่องคลอดนั้นดูปริมาณไม่มากนักอย่างที่คิด
“สวัสดี หมอชื่อธนพันธ์นะเธอ เราจะมาช่วยกันดูแลเธอนะ” เธอคนที่ผมเรียกนั้นดูมีสีหน้ากังวล เรากำลังจะเข็นคนไข้ไปห้องผ่าตัดเพื่อดูดโพรงมดลูกเอารกที่ผิดปกติออก ทางเราพร้อมแล้ว ทีมห้องผ่าตัดก็ส่งสัญญาณมาว่าพร้อมรับแล้วเช่นเดียวกัน
“โอ๊ยยยย หมอ” เสียงคนไข้ดังขึ้นมา “ปวดท้องงงงง”
“อยากเบ่งใช่ไหม” ผมถาม พลางเอามือคลำที่ยอดมดลูกก็พบว่ามันแข็งตึง
“ค่ะ อยากเบ่ง”
“งั้นก็จัดไป” ผมส่งสัญญาณให้อาจารย์ปริ๊นใส่ถุงมือมาช่วย “เอ้า เบ่งเลย”
เลือดก้อนแรกทะลักออกมา คนไข้เริ่มเบ่ง ผมกดยอดมดลูกนิดหน่อย แล้วไอ้ก้อนรกที่เป็นพวงองุ่นก็เริ่มไหลออกมา
“จารย์ปริ๊นดึงรกเบาๆ นะครับ พี่จะกดเหนือหัวหน่าวให้” มันก็คือกระบวนการทำคลอดรกเหมือนคนท้องปกติเลย หากแต่นี่มันคือรกที่น่าสะพรึงมาก ด้วยอายุครรภ์ราว ๑๔ สัปดาห์ แต่รกที่ผิดปกตินั้นมันมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ มันเป็นการคลอดรกที่ดูราบรื่น มดลูกจากระดับสะดือ หดเล็กลงมาเหลือเพียงระดับเหนือหัวหน่าว
“เป็นไง โล่งไหม” ผมหันหน้าขึ้นไปถามเธอ
“ค่ะหมอ”
“เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้น เราจะพาเธอไปดูดโพรงมดลูกในห้องผ่าตัดเพิ่มเติมนะครับ มันจะได้เกลี้ยง เหลือไว้ไม่ดีแน่ ๆ”
“ค่ะ” สีหน้าของเธอดูโล่งขึ้น เพียงแต่ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษรุนแรง (thyroid storm) และหัวใจวายนั้นยังคงทำให้เธอเหนื่อยอยู่
เหล่านักเรียนแพทย์ผู้ชายมาช่วยกันเข็นเตียง ผมยืนดูภาพนั้นกับนักเรียนแพทย์ผู้หญิงคนหนึ่ง
“เธอโชคดีจังที่ได้เห็นเคสแบบนี้ แต่คนไข้ไม่โชคดีเลยที่เป็นโรคนี้”
…
“เป็นสามีคนไข้ใช่ไหมครับ” ในช่วงเวลาที่เราเข็นเปลออกจากห้องคลอดไปห้องผ่าตัดนั้น ชายคนหนึ่งมีท่าทีร้อนรนและกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปด้วย
“ครับ”
“หมอชื่อธนพันธ์นะ ได้ดูแลคนไข้เมื่อกี๊ ตอนนี้ทุกอย่างแท้งออกมาแล้ว สถานการณ์มันกำลังโอเค คนไข้ปลอดภัยดี เพียงแต่เราจะพาไปดูดเอารกที่เหลือนิดหน่อยออกให้หมด คือพวกนี้ยังไงก็ออกไม่หมด เก็บไว้ไม่ได้”
“ครับหมอ”
…
“คุณหมอเห็นหน้าคนที่เป็นสามีคนไข้เมื่อกี๊ไหม” ผมยังคุยกับนักเรียนแพทย์คนเดิม เธอมองหน้าผมเชิงสงสัย
“บางครั้งพวกเราก็ยุ่งจนเกินไป ทำนู่นทำนี่วุ่นวาย มันวุ่นจนลืมเรื่องสำคัญ นั่นคือการสื่อสารกับผู้คนรอบตัวของคนไข้ โดยเฉพาะคู่ชีวิตและพ่อแม่ของเขา” ใช่ครับ นอกจากสามีแล้ว อีก ๓ คนที่เดินตามมาใกล้ๆ กันนั้นก็พอจะคาดเดาได้ ผมได้ยินเสียงชายผู้เป็นสามีผ่อนการเดินลง สายตาดูผ่อนคลาย เขาหันกลับไปหากลุ่มคนสูงวัยด้านหลังและบอกว่า “แท้งแล้ว หมอบอกว่าปลอดภัย” แล้วตามมาด้วยน้ำเสียงแห่งความโล่งใจ
“พวกเขาร้อนรนมากกว่าเรา เขาไม่ได้เป็นหมอ ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับครอบครัวเขา ข้อมูลทางการแพทย์ถูกสื่อสารมาตลอด ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราจะบอกถึงแต่เรื่องราวความอันตราย และผมเชื่อว่า การตายจะอยู่ในบทสนทนานั้นด้วย คุณหมอคิดว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร” นั่นสิ พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะตลอดเวลานั้นก็ทำได้เพียงนั่งรอหน้าห้องคลอด เมียจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ มันคือความร้อนรนในใจนั่นเอง
…
“ค่ะ” นักเรียนแพทย์ตอบมา ผมเห็นเธอหันกลับไปดูสามีและญาติของคนไข้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องผ่าตัด
…
อาจารย์เปิ้ลมารออยู่ในห้องผ่าตัดอยู่พักหนึ่งแล้ว เธอเข้ามาเพื่อจัดการสื่อสารกับทีมดมยาสลบ บอกความกังวลใจ และสื่อสารสิ่งที่ต้องการแก่พยาบาลช่วยผ่าตัด
“น่าจะดูดโพรงมดลูกอย่างเดียวนะครับ” ผมแจ้งให้ทุกคนในห้องทราบ เพราะก่อนหน้านั้นแผนของพวกเราก็คือ หากตกเลือดมาก เราจะตัดมดลูกเลย “และน่าจะใช้เวลาไม่เกิน ๑๕ นาทีถ้าทุกอย่างราบรื่น”
คุณหมอดมยาเงยหน้าขึ้นมามอง ยิ้มและพยักหน้าตอบ พวกเขากำลังจะใส่ท่อช่วยหายใจ อีกกลุ่มหนึ่งกำลังเตรียมแทงสายเข้าหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ
“เดี๋ยวเนฟเป็นคนดูดนะ พี่จะยืนอยู่ข้าง ๆ จารย์ปริ๊นจะไถอัลตราซาวนด์ให้เราดูตลอดเวลา” ผมบอกลูกศิษย์
“เม็ด mole ส่วนใหญ่อยู่ที่ lower uterine segment ครับ” อาจารย์ปริ๊นบอกมาในทันทีที่เขาวางหัวอัลตราซาวนด์บนหน้าท้องคนไข้
mole คือเม็ดครรภ์ไข่ปลาอุก ส่วน lower uterine segment คือมดลูกส่วนล่าง
คุณหมอเนฟค่อย ๆ สอดหลอดดูดเข้าไปในโพรงมดลูก อาจารย์ปริ๊นเป็นคนคอยระวังการทะลุจากการเฝ้าดูที่จอเครื่องอัลตราซาวนด์ ส่วนผมเป็นผู้จัดการทีม และพี่เปิ้ลคือเจ้าของสโมสร
ห๊ะ?
“ดูดได้เลย” ผมออกคำสั่ง และเมื่อนั้น เม็ดครรภ์ไข่ปลาอุกอีกปริมาณหนึ่งก็ไหลออกมาตามการดูด
ผลุก ผลุก ผลุก…ลองนึกภาพการดูดชาไข่มุกได้เลย
ผลุก ผลุก ผลุก
“๒๔๐ ซีซี หมดแล้วนะครับ” ผมแจ้งให้ทุกคนได้รับทราบ “แต่คนไข้ตกเลือด มดลูกไม่ค่อยแข็ง” อาจารย์พี่เปิ้ลขอให้ไปนำยา cytotec มาสอดเข้าไปในรูตูดคนไข้ มันจะทำให้มดลูกแข็งตัวดีขึ้น
“ช่วยดูระดับออกซิเจนด้วยนะครับ ยาตัวนี้อาจจะทำให้ออกซิเจนต่ำลงได้” ผมแจ้งทีมดมยา ใช้นิ้วสอดเข้าช่องคลอดมือหนึ่ง อีกมือกดลงที่หน้าท้องเพื่อให้มดลูกอยู่ในอุ้งมือ กดเอาไว้ มันจะช่วยให้หยุดเลือดได้อีกทางระหว่างรอฤทธิ์ของ cytotec
…
“เธอโชคดีจังที่ได้เห็นเคสนี้ เชื่อไหมว่าเราไม่ได้เห็นคนไข้ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกแบบนี้มานานเกิน ๑๐ ปีได้แล้วนะ“ ผมบอกลูกศิษย์นัดเรียนแพทย์ ปี ๕ ที่มาดูคนไข้ด้วยกัน
”เราโชคดีที่ได้เห็นโรค แต่คนไข้โชคร้ายที่เป็นโรคนี้ แต่นั่นแหละ ผมเองก็ยังคงรู้สึกว่า คนไข้ก็โชคดีเหมือนกันที่ได้พวกเรามาดูแล ดูสิ เขามีอาจารย์หมอสูติ ตั้ง ๓ คนมาดู มีอาจารย์อีก ๒ คนที่รอรับโทรศัพท์หากเกิดปัญหา มีแพทย์ประจำบ้านรวมอินเทอร์นหกเจ็ดคน อาจารย์หมอดมยา และพยาบาลอีกเป็นสิบ” ผมยังคงพูดแบบเดิม เพราะรู้สึกเช่นนั้น
ในขณะที่มดลูกเริ่มแข็ง เลือดเริ่มหยุด ทีมไอซียูก็รอรับช่วงไปดูแลต่อ เธอจะต้องปลอดภัยภายใต้การดูแลของทีมเรา
…
“แป๊ะคะ รู้ไหม เราเพิ่งรับโทรศัพท์ขอต่อส่งคนไข้เข้ามาอีกคน เป็นมะเร็งเนื้อรกที่ลุกลามมาในช่องคลอด ตอนนี้เลือดกำลังออกมาก ทางต้นทางกำลังอัดผ้าก๊อซเข้าไปหยุดเลือดในช่องคลอดกันอยู่” ผมได้ยินเสียงอาจารย์พี่เปิ้ลถอนหายใจหลังจากบอกผมเรื่องเคสส่งต่ออีกรายในช่วงบ่ายวันเดียวกัน
เอิ่ม..ครรภ์ไข่ปลาอุกกับมะเร็งเนื้อรก มันเป็นญาติๆ กัน แต่ดุกว่ามาก
อาถรรพ์มาเป็นคู่ยังคงเป็นจริง
ธนพันธ์ ชูบุญทึ่เล่ามาทั้งหมดนั้นแทบไม่ได้ทำอะไรเลยมั้ย ๑๓ พ.ย. ๖๗
ขอบคุณที่มา : ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ
https://web.facebook.com/share/p/12F1Wa3ZYjM/
พิการหรือไม่ ใครตัดสิน?
ในชั่วโมงการเรียนวิชาทำแท้งในวันหนึ่ง เราพูดกันถึงเรื่องกฎหมายว่าด้วยข้อยกเว้นให้ทำแทังได้ที่สำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือกรณีที่ทารกมีความพิการรุนแรง
พอจะนึกถึงความพิการรุนแรงแต่กำเนิดออกไหมครับ ความผิดปกติทางโครโมโซมบางชนิด เช่น กลุ่มไตรโซมี
…
เอางี้นะครับ
คนเราเกิดมาพร้อมจำนวนโครโมโซมในแต่ละเซลล์ ๒๓ คู่ เว้นเซลล์ไข่และอสุจินะครับที่จะมี ๒๓ แท่ง
หลับตานึกถึงปาท่องโก๋สิครับ โครโมโซมมีลักษณะแบบนี้แหละ คิดง่ายๆ พ่อกับแม่มีเซ็กส์กัน พ่อปล่อยอสุจิเข้าจิ๋มแม่ ตัวอสุจิที่ส่วนหัวมันมีโครโมโซม ๒๓ แท่ง ก็พุ่งไปครับ พุ่งไป เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็เลี้ยวไป ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ตัวไหนไปถูกทิศได้เจอไข่ของแม่ ก็ปักหัวเข้าไปเลย ในไข่ของแม่ก็มีโครโมโซม ๒๓ แท่งครับ
คราวนี้เมื่ออสุจิปักหัวเข้าไปแล้ว มันก็ปล่อยโครโมโซมเข้านิวเคลียสของไข่แม่ ปล่อยให้โครโมโซมมันวิ่งเข้าไปโจ๊ะกัน จับคู่กันของใครของมัน แท่ง ๑ จับกับแท่ง ๑ แท่ง ๒ จับกับแท่ง ๒ เป็นแบบนี้ไปจน ๒๓ แท่งได้เจอกันหมด
เห็นไหม ต้นกำเนิดชีวิตของเราเกิดมาจากไอ้แท่งโครโมโซมทั้ง ๔๖ แท่ง หรือ ๒๓ คู่นี้แหละ เรียบง่ายมาก
เวลาหมอเขาพูดกัน เขาจะเรียกว่า 46,XX หรือ 46,XY
XX คือเพศหญิง มีปิ๊ และ XY คือเพศชาย มีเจี๊ยว
เราได้พันธุกรรมมาจากพ่อและแม่อย่างละครึ่งนะครับ
แล้วไตรโซมีคืออะไร
มันก็คือการที่มีโครโมโซมเกินมาแท่งหนึ่งไงครับ
อย่างไตรโซมี ๒๑ มันมีเบอร์ ๒๓ เกินมาแท่งหนึ่ง ทำให้เด็กคนนั้นมีโครโมโซมต้นกำเนิด ๔๗ แท่ง เด็กคนนั้นจึงมีความผิดปกติที่เรียกว่า “ดาวน์ ซินโดรม” พวกผมเขียนความผิดปกตินี้ว่า 47,XX+21
นี่ผมกำลังเล่าถึงความผิดปกติแต่กำเนิดนะครับ
ส่วนหนึ่งก็เกิดจากโครโมโซมผิดปกติ หลายๆอย่างเราก็รู้จักมันมากพอที่จะบอกพ่อแม่ได้ว่าลูกพิการอย่างไร จะเกิดอะไรกับลูกของเขาได้บ้าง บางอย่างก็แทบไม่รู้จักครับ
ความผิดปกติบางอย่างไม่ได้เกิดจากโครโมโซม แต่ร่างกายเขาผิดปกติเอง เช่น โรคหัวใจแต่กำเนิด ผนังช่องท้องไม่ปิด แขนขาสั้น กระดูกหักแต่กำเนิด ฯลฯ มากมายก่ายกอง
กฎหมายที่ยกเว้นให้พวกผมทำแท้งได้กรณีทารกในครรภ์มีความผิดปกติรุนแรงมันถูกเขียนไว้ว่า “หากทารกมีความพิการอย่างรุนแรง”
มันจึงเป็นที่มาของการเรียนกันในห้องเรียนของผมไงครับ
…
“ดาวน์ มีความพิการรุนแรงไหม” ผมตั้งคำถามแบบนี้
ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของทั้งห้องเรียนคือ ใช่
เด็กดาวน์จะมีพัฒนาการช้า รวมถึงความพิการอีกหลายอย่างตามมา เช่นโรคหัวใจ ลำไส้อุดตัน เป็นต้น
“ผมอยากรู้ว่า หากใครสักคนในห้องนี้ท้องลูกเป็นดาวน์ จะทำแท้งไหม” คำตอบส่วนใหญ่คือ ทำ หากแต่มีคนส่วนน้อยอีกจำนวนหนึ่งตอบว่าไม่ทำ นั่นเพราะเขามองว่า เด็กดาวน์สามารถเกิดมาและมีชีวิตอยู่ในสังคมได้
ดีจริง
“แล้ว Klinefelter ล่ะ” ผมยังคงถามต่อไป
Klinefelter คือความผิดปกติที่มีโครโมโซมเป็น 47,XXY
เด็กที่เป็น Klinefelter จะเกิดมาเป็นเพศชายนะครับ สติปัญญาไม่อ่อน แต่ก็ไม่ได้เรียนเก่ง พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวจะช้ากว่าปกติสักหน่อย พูดช้า อาจมีปัญหาด้านการเข้าสังคม มีปัญหาเรื่องเบาหวานและธัยรอยด์ได้ อัณฑะไม่ค่อยพัฒนาครับ มันเล็ก สร้างฮอร์โมนเพศชายได้น้อย และมีเจี๊ยวเล็ก
“ใครคิดว่า ความผิดปกติแบบนี้มีความรุนแรงบ้าง” ผมถามนักเรียนในคลาส
เกือบทั้งหมดตอบว่า “ไม่รุนแรง”
“แล้วแบบนี้ ถ้าเป็นลูกของตัวเอง จะให้ผมทำแท้งให้ไหม” ผมยังคงสนุก
ปรากฎว่าเกือบทั้งห้องตัดสินใจทำแท้ง
“เฮ้ย..เกิดอะไรขึ้น เมื่อกี๊บอกว่า 47,XXY ไม่ได้พิการรุนแรงไม่ใช่เหรอ” ผมอุทานประหนึ่งจบเอกด้านการแสดงมา
“สงสารลูกค่ะอาจารย์”
“เอ๊า..มีอะไรล่ะ แขนขาก็ออกมาครบ ตัวสูงด้วย เรียนไม่เก่งแต่เรียนได้ไม่ใช่เหรอ ฮอร์โมนเพศชายพร่องเราก็เสริมให้ได้” ผมเสริม
“แล้วเอาไงดี ตกลงว่า ความพิการรุนแรงนั้นใครเป็นคนตัดสินวะ” ผมยังคงถามต่อไป
“พ่อแม่ค่ะ” นั่นไง!
…
เมื่อราว ๓ ปีก่อน เรามีคู่สมรสถูกส่งมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ด้วยการตรวจพบว่าทารกในครรภ์เป็น 47,XXY แล้วหมอสูติที่ดูแลเธอตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะอธิบายต่อยังไงดี
“หมอที่นู่นบอกว่าลูกจะออกมามีอวัยวะครบครับ ไม่ได้ปัญญาอ่อน เค้าสามารถเติบโตได้ เราทั้งคู่เลยอยากจะมาถามหมอที่นี่เพิ่มเติม เบื้องต้นคือ เราอยากได้ลูก“ เขามาเพราะอยากได้ลูก และต้องการคำยืนยันถึงการตัดสินใจ
ผมจึงเปิด google ครับ อยากเห็นว่ามันจะอธิบายเรื่องความผิดปกติอะไรให้คนอ่านที่ไม่ใช่หมอได้เข้าใจ แล้วก็ส่งให้ทั้งคู่ได้อ่านไปพร้อมกับผม ซึ่งมันก็เหมือนกับที่พูดมาข้างต้นนั่นแหละ
จากนั้นก็นั่งฟัง ว่าเขาคิดและรู้สึกอย่างไร
“ถ้าจะท้องต่อ ก็ไปฝากกับหมอคนเดิมนั่นแหละ แต่หากจะทำแท้งเดี๋ยวเราจะจัดการให้” ผมบอกให้เขาทั้งคู่ออกไปนั่งตรึกตรอง โทรศัพท์ปรึกษาพ่อแม่ที่บ้านหากต้องการ หารือกันให้ดีๆ
…
“จะว่าไป ความเจี๊ยวเล็กนี่คือความพิการรึเปล่าวะ” ผมยกนิ้วก้อยตัวเองขึ้นมาดู มองซ้ายมองขวา เหมือนกำลังพิจารณาและหารือร่วมกัน บอกแล้วไง ผมจบเอกด้านการแสดงมา
อันที่จริงมันคือลูกเล่นของการเรียนในคลาส
“เชี่ยแล้วมึง สงสัยว่ากูต้องไปตรวจโครโมโซมแล้วว่ะ กูว่ากูอาจจะเป็น XXY ก็ได้“ ไอ้เจ้าลูกศิษย์ผู้ชายที่นั่งอยู่แถวหน้า ๒ คน มองหน้าแล้วคุยกัน
โถ..ลูก!
ธนพันธ์ ชูบุญแล้วผมต้องไปตรวจด้วยไหมวะ
๓ พ.ย. ๖๗ ขอบคุณที่มา : ผศ. นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ https://facebook.com/thanapan.choobun
อยู่อย่างไม่สบายได้อย่างสบายๆ
“อยู่ไม่สบายให้สบายๆ” ผมพูดประโยคนี้กับคนไข้ไปเมื่อวานที่คลินิกผู้ป่วยนอกโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเหนี่ยวนำใจไปให้พูดแบบนี้
“พรรัตน์” คือคนไข้คนแรกที่ได้พูดคุยด้วย
ลูกศิษย์เดินมาปรึกษาผมเพื่อจะขอความเห็นเรื่องการรักษา ด้วยว่าเขาเป็นนักเรียนแพทย์ปีสุดท้าย ผมจึงอยากเห็นคนไข้ด้วยตัวเอง และเพียงได้เจอกันแวบหนึ่งก็พบว่าเธอคนนี้มีอะไรมากกว่าการมีตกขาวผิดปกติ ซึ่งเป็นภาวะผิดปกติที่พบเป็นปกติของคลินิกนรีเวชแห่งนี้
“หนูเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายค่ะ ตอนที่คลอดลูกมีภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง ไตวาย และหลังคลอดภาวะไตวายมันก็ไม่หายอีกเลย ตอนนี้ฟอกไตอยู่ที่นี่สัปดาห์ละ ๓ วันค่ะ“ คนไข้ที่รับการฟอกไตจะมีลักษณะบางอย่างที่ดูออก ผิวพรรณ ความหยาบของเส้นผม และอาการซีดเซียว
บ้านของเธออยู่ต้นด้ามขวาน แต่การมีครอบครัวทำให้เธอต้องย้ายตัวเองมาอยู่ที่ใต้ตอนล่าง ในจังหวัดที่ติดกับโรงพยาบาลผม
”แล้วตอนนี้ลูกเป็นอย่างไรบ้าง“ ผมถามถึงเด็กที่คลอดเมื่อ ๗ ปีก่อน
”ก็แข็งแรงค่ะ อยู่กับปู่ย่าของเขา นี่ก็ได้เจอลูกทุกเดือน“
”หมายความว่ายังไงเหรอ“ ผมสงสัย
”หนูเลิกกับแฟนตั้งแต่คลอดลูกใหม่ๆเลยค่ะ“
”มีเมียใหม่ตอนท้อง“ ผมทำตัวเป็นผู้เล่นเกมถามตอบ
”ค่ะหมอ“
”แล้วนี่ต้องมาฟอกไตแบบนี้ ใครดูแลล่ะ“ ผมกำลังนึกถึงผู้หญิงที่มีอายุราวปลาย ๓๐ ที่ต้องดูแลตัวเองที่ป่วยเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายคนเดียวมาตลอด ๗ ปีที่ผ่านมา ต้องเทียวไปเทียวมาหาหมอและรับการฟอกเลือด
”ก็ดูแลตัวเองสิคะหมอ อยู่ตัวคนเดียวไม่ต้องเป็นภาระของใคร“ ผมเหลือบดูสิทธิ์การรักษา ในระบบระบุว่าเธอเป็นคนไข้ในระบบประกันสังคม ก่อนหน้าที่จะป่วย เธอเป็นผู้จัดการร้านอาหารเชนของฝรั่ง หลังป่วยก็ไม่ได้ทำงานอีกเลย ดีที่มีระบบประกันสังคมที่ทำไว้ก่อนหน้านั้น มันยังใช้ประโยชน์ได้ถึงตอนนี้
“หมอขอตรวจภายในหน่อยได้ไหมครับ ไม่ทราบว่าได้ตรวจมะเร็งปากมดลูกบ้างไหม“
”ตรวจเมื่อปีที่แล้วค่ะ ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ“
”หือ ทำไมไปตรวจไกลจัง“
“หนูไปขึ้นทะเบียนรอเปลี่ยนไตไว้ค่ะ เขาเลยตรวจร่างกายหลายอย่าง”
“ออ ครับ แต่การขึ้นทะเบียนเปลี่ยนไตน่าจะรอนานพอสมควรเลยนะ คิวยาวเชียวแหละ” อันที่จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะนานเพียงไหน แต่บางทีก็ไม่รู้จะพูดอะไรที่เป็นสาระในเรื่องที่ยอมรับว่าตัวเองโง่
“แต่สิ่งที่เชื่อได้อย่างหนึ่งก็คือระบบของสภากาชาดนั้นโปร่งใส คิวอาจจะไม่ได้เรียงตามลำดับหนึ่งสองสาม แต่มันขึ้นอยู่กับการเข้ากันของเนื้อเยื่อ” นึกถึงกรุ๊ปเลือดสิครับ มันก็คล้ายๆกัน เพียงแต่การปลูกถ่ายอวัยวะมันซับซ้อนกว่านั้นมาก
“แล้วตอนนี้อยู่ได้ใช่ไหม”
“อยู่ได้ค่ะ” รอยยิ้มแห้งๆของเธอมันกระทบใจผมพอสมควร ไม่ใช่ด้วยเพราะโรคที่เป็น แต่เบื้องลึกของชีวิตต่างหากที่มันดึงผมลงดิ่งไปสักนิด
“อยู่ไม่สบายอย่างสบายๆเลยใช่ไหม” ผมเอื้อมมือไปตีที่ต้นขาเธอเบาๆ “หมอขอให้เธอได้เปลี่ยนไตเร็วๆนะครับ”
เธอยกมือขึ้นไหว้และกล่าวขอบคุณ รอยยิ้มแห้งๆ นั้นมีน้ำเอ่อที่ดวงตาให้เห็นแวบหนึ่ง
“ไม่ต้องมาแอบบนฉันนะเว้ย ฉันไม่ศักดิ์สิทธิ์” นับว่าเป็นการตัดบทสนทนาได้ด้วยความละมุน
…
ป้าดารามีอายุมากกว่าแม่ผมนิดหนึ่ง และนั่นก็ปาเข้าไปเกือบ ๘๐
แกนั่งรถเข็นเข้ามาในห้องตรวจโดยมีลูกสาวคนเดิมเป็นสารถีหลังเก้าอี้ติดล้อนั้น
ดูภายนอก ป้าดาราเหมือนคนแข็งแรง ร่างกายมิได้ผ่ายผอม หากแต่เมื่อเข้าไปดูในประวัติย้อนหลังนั้น ร่างกายเธอบรรจุรอยโรคไว้มากมาย เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดส่วนปลายอุดตันจนต้องตัดนิ้วเท้าทิ้งไป โรคต่อมธัยรอยด์ และที่ต้องมาพบผมก็เพราะเธอมีอาการปัสสาวะและอุจจาระเล็ด
การรักษาของผมก็เป็นการเพิ่มยาบางตัวเข้าไปเพื่อลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะและผลข้างเคียงของมันจะทำให้แกท้องผูกเพิ่มขึ้น มันน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาขี้เล็ดลงได้บ้าง แต่กระนั้นผมก็ยังส่งป้าแกไปพบอาจารย์แพทย์ด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักเพื่อช่วยประเมินเพิ่มเติมอีกหน่อย
“ชีวิตเป็นยังไงบ้างป้า” เดี๋ยวนี้นะครับ การได้เรียกคนไข้สักคนว่า ‘ป้า’ มันทำให้ผมรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ ถ้าเทียบกับอายุของแม่เป็นหลักในการนับญาติ ทำให้เห็นว่าคนไข้กับผมมีความห่างของอายุแคบลงเรื่อยๆ หาคนเป็นป้าได้ยากลงทุกวัน
“ก็ดีนะคะหมอ เรื่องเยี่ยวสบายขึ้นมาก” ผมเหลือบมองประวัติเก่าก็พบว่า อาการแกคงที่กับการลดยาของผมมาระยะหนึ่งแล้ว
“แล้วเรื่องขี้เล็ดล่ะ”
“ตอนนี้ก็เหลือเล็ดออกมาพร้อมตอนไปฉี่ค่ะ”
“หมายความว่าไม่ได้ราดในแพมเพิร์สใช่ไหมครับ”
“ค่ะ มันออกมาพร้อมตอนไปฉี่ทุกครั้งแหละหมอ”
“แล้วป้าว่าไงล่ะ”
“ก็ดีกว่าเมื่อก่อน”
“หมอก็ว่าดีนะครับ ยังไงซะ มันก็ออกในที่ที่ควรจะออก ไม่เปื้อน งั้นหมอจะหยุดยาแล้วนะ เพราะที่กินอยู่ก็ราวกระบุงโกย” ผมสรุป
“แล้วโอเคไหมป้า”
“ค่ะหมอ” รอยยิ้มของแกน่ารัก
“อยู่อย่างไม่สบายได้อย่างสบายๆ ใช่ไหม“
”ใช่เลย“
ดูเหมือนการตรวจและคุยกันอย่างสนุกสนานจะหมดเพียงแค่นี้ หากแต่ป้าดาราแกเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงบอกให้ลูกสาวพลขับหันรถมาทางผมอีกรอบ
“อย่าลืมนะหมอ ผ่านไปทางบ้านป้าก็แวะได้ บ้านที่มีต้นปาล์มหน้าบ้านต้นนึง และมีมะพร้าว ๓ ต้น”
“ฮาย..ชาติหาง่ายนะป้า บอกมาแบบนี้นั้น อีกอย่าง ทางไปบ้านเตินนั้นหมอเกลียดมากเลย พัทลุงหาดใหญ่ ชาตินี้สร้างๆซ่อมๆ ยังไงก็ไม่น่าจะมีทางเสร็จ”
สงสารคนเดินทาง คนที่ต้องอาศัยการเดินทางเพื่อทำกิจธุระ หรือทำมาหากกิน ขาวบ้านเสียโอกาสไปเท่าไหร่
“อยู่อย่างไม่สบายได้อย่างสบายๆ” ก็คงเป็นเช่นนั้นเอง
ธนพันธ์ ชูบุญอยู่อย่างสบายให้สบายเหอะ
๕ มิ.ย. ๖๗
ขอบคุณที่มา : ผศ. นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ https://facebook.com/thanapan.choobun
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า