ความเคลื่อนไหว รวมข่าว

ฝังยาคุมแล้ว “เมนส์หาย” แปลว่า “ท้อง” หรือเปล่า?

RSATHAI อ่าน 3 นาที

หลายคนเข้าใจ “เมนส์ไม่มา = ท้อง” เป็นสมการที่เราจำกันมาตลอด แต่สำหรับคนฝังยาคุม… “สมการนี้ใช้ไม่ได้” มาดูความจริงจาก กรมอนามัย กัน ว่าทำไมการที่เมนส์หายไป ถึงเป็นเรื่อง “ปกติ”
1. ทำไมเมนส์ถึงหาย? (กลไกที่ร่างกายไม่ได้บอกคุณ)
ยาฝังคุมกำเนิด เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว หน้าที่หลักของมันคือ “ทำให้ผนังมดลูกบางตัวลง”

ภาพจำเดิม ปกติประจำเดือนคือ “เยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาตัวขึ้นแล้วหลุดลอกออกมา” กลายเป็นเลือด
ความจริง เมื่อฝังยาคุม ฮอร์โมนจะทำให้ผนังมดลูก “บางเจี๊ยบ” เมื่อมันบางจนแทบไม่มีอะไรสร้างขึ้นมา ก็เลย “ไม่มีอะไรให้หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน” นั่นเอง
2. แล้วจะท้องไหม? (ความชัวร์ระดับเทพ)
ถ้าถามหาความชัวร์… ยาฝังคุมกำเนิดคือ “การป้องกันที่มีประสิทธิภาพมาก”
ข้อมูลจาก สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ ระบุว่า ยาฝังมีประสิทธิภาพสูงถึง 99.95%

โอกาสพลาดมีแค่ 0.05% เท่านั้น! (ซึ่งมักเกิดจากการท้อง ก่อน มาฝังยา หรือมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 7 วันแรกหลังฝังยาโดยไม่ป้องกัน)
ดังนั้น ถ้าคุณฝังยาคุมถูกต้องและครบกำหนดเวลา การที่เมนส์ไม่มา คือผลข้างเคียงปกติของยา ไม่ใช่สัญญาณว่าท้อง
3. ความเชื่อผิดๆ ที่ต้องเลิกกลัว
“เลือดไม่มา ผิวจะหมอง เป็นสิว เลือดลมไม่ดี”
ความจริง ไม่เกี่ยวกันเลย เลือดประจำเดือนไม่ใช่ “เลือดเสีย” ที่ต้องขับออก แต่เป็นแค่เยื่อบุโพรงมดลูก การไม่มีประจำเดือนจากการฝังยาคุม กลับช่วยลดอาการปวดท้องเมนส์ และลดภาวะซีดจากการเสียเลือดได้ด้วยซ้ำ (ตามข้อมูลจาก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ)
สรุปจากใจ RSATHAI
การฝังยาคุมแล้วเมนส์ไม่มา คือ “กำไร” ประหยัดค่าผ้าอนามัย ไม่ปวดท้องเมนส์ และใช้ชีวิตได้สุดเหวี่ยงโดยไม่ต้องกังวล ดังนั้น… “เลิกนอยด์แล้วไปใช้ชีวิตให้สนุกเถอะ” คุณปลอดภัยดีแน่นอน
หากยังมีข้อสงสัย หรืออยากปรึกษาเรื่องอาการข้างเคียงอื่นๆ
ระบบปรึกษาท้องไม่พร้อม RSA Online 24 ชม. : https://abortion.rsathai.org
 Line Official : @rsathai
 Inbox Facebook Page : rsathai
 บริการออนไลน์ วันจันทร์ – ศุกร์ 8.00–19.00 น.
 #RSATHAI #ฝังยาคุม #เมนส์ไม่มา #ท้องไม่พร้อม #ยาฝังคุมกำเนิด #HealthAwareness

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข: คู่มือการวางแผนครอบครัว (ผลข้างเคียงของยาฝังคุมกำเนิด)
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย: คำแนะนำการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.): สิทธิประโยชน์การฝังยาคุมกำเนิด

ความคิดเห็น (2)

  1. ไปยุติการตั้งครรภ์แบบดูดฯ ซึ่งตรวจพบเนื้องอกในมดลูกขนาด 10 ซม.ด้วย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหมอได้ทำการยุติให้และกลับบ้านมีอาการปวดท้องเกร็งมีเลือดออกนิดหน่อย อาการปวดท้องก็ดีขึ้น จนวันที่ 7-8 มีนาคม 2569 เริ่มทำงานเดินไว ยกของหนักบ้าง เบาบาง ก้มๆเงยๆ

    จนวันที่ 8 ช่วงเย็นเริ่มมีอาการปวดท้องบิดๆคลายๆหนักขึ้น และมีเลือดออกมากขึ้น เป็นก้อนเหมือนตับบ้าง เป็นเลือดและกลิ่นลักษณะเหมือนตอนเป็นประจำเดือน ใช้ผ้าอนามัยประมาณ 4-5 แผ่นต่อวัน

    อยากสอบถามคุณหมอว่าเป็นอาการปกติ หรือผิดปกติหรือไม่ค่ะ

    1. หลังยุติการตั้งครรภ์ (ดูด/ขูดมดลูก) พบเนื้องอกมดลูก และเริ่มมีเลือดออกมากขึ้น + ปวดท้อง
      จากอาการของคุณ:
      ช่วงแรกมีเลือดออกเล็กน้อย → ปกติ
      วันที่ 7–8 มี.ค. เริ่มทำงานหนัก ยกของ เดินไว ก้มเงย
      วันที่ 8 เย็น เริ่มปวดบิดมากขึ้น
      เลือดออกมากขึ้น เป็นก้อนเลือดคล้ายตับ 4–5 แผ่น/วัน
      มีกลิ่นเหมือนประจำเดือน
      อาการลักษณะนี้ “ถือว่าไม่ปกติ” โดยเฉพาะเมื่อเลือดออกมากขึ้นหลังช่วงที่แผลในมดลูกกำลังฟื้นตัว
      อาจเกิดจากอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
      มดลูกบีบตัวขับเลือดค้าง (ยังพอเป็นไปได้)
      มีเศษเนื้อเยื่อหลงเหลือในมดลูก (retained product)
      มดลูกติดเชื้อ (endometritis) → มักมีไข้ หนาวสั่น กลิ่นเหม็นผิดปกติ
      ใช้งานร่างกายหนักเร็วเกินไป
      ควรไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการเหล่านี้:
      ✓ เลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยชั่วโมงละแผ่น
      ✓ ปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ
      ✓ มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
      ✓ มีไข้ หนาวสั่น
      ✓ หน้ามืด วิงเวียน
      ตอนนี้จากอาการที่ระบุ ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อความปลอดภัย


      
นพ.นิรันดร์ ชัยศรีสุขอำพร

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นจะถูกตรวจสอบก่อนเผยแพร่