วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปีคือ “วันประชากรโลก” (World Population Day) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั่วโลกจะร่วมกันทบทวนทิศทางและคุณภาพชีวิตของประชากร สำหรับปี 2026 นี้ สารจากเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ได้ตอกย้ำใจความสำคัญที่ว่าด้วย “การให้เสรีภาพ โอกาส และสิทธิในการตัดสินใจอย่างรอบรู้เกี่ยวกับร่างกายของเยาวชน” ซึ่งถือเป็นรากฐานของสิทธิมนุษยชน
แต่ในขณะที่ทิศทางของโลกกำลังเรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าของเนื้อตัวร่างกายอย่างแข็งขัน หลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กลับกำลังเผชิญโจทย์โครงสร้างประชากรที่เข้ามาท้าทายสิทธิเหล่านี้
บริบทไทย สังคมสูงวัยที่กำลังกดดันคนรุ่นใหม่
สำหรับประเทศไทย ประเด็นรณรงค์ในปีนี้ถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “การเสริมพลังคนรุ่นใหม่เพื่อรองรับสังคมสูงวัย” ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดน้อยและผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐและสังคมมักตั้งความหวังและส่งผ่านแรงกดดันมายังคนวัยเจริญพันธุ์ โดยคาดหวังให้พวกเขาเร่งสร้างครอบครัวและผลิตประชากรใหม่เพื่อมาอุดรอยรั่วของโครงสร้างประเทศ
แต่การมุ่งแก้ปัญหาเชิงปริมาณตัวเลขโดยละเลย “สิทธิและความพร้อม” ของผู้เป็นพ่อแม่ อาจนำไปสู่รอยร้าวที่ลึกกว่าเดิม การพยายามผลักดันให้เกิดการตั้งครรภ์ในสภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง สวัสดิการยังไม่ครอบคลุม หรือแม้แต่ความไม่พร้อมส่วนบุคคล ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของทั้งตัวผู้ตั้งครรภ์และเด็กที่กำลังจะลืมตาดูโลก
สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ต้องมาก่อน
การตีความคำว่า “สิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกาย” (Bodily Autonomy) จะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อครอบคลุมถึงมิติการเข้าถึงการป้องกัน และบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย
การสร้าง “ประชากรที่มีคุณภาพ” เริ่มต้นจากการที่ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยได้เมื่อเกิดภาวะท้องไม่พร้อม การบังคับให้ตั้งครรภ์ต่อ หรือการสร้างอุปสรรคทางกฎหมายและทัศนคติเพื่อกีดกันการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัย ในทางกลับกัน สิ่งนี้คือการริดรอนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและผลักไสให้ผู้หญิงต้องไปเผชิญความเสี่ยงที่อันตรายถึงชีวิต
สู่ระบบนิเวศทางสาธารณสุขที่เคารพทุกทางเลือก
ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อเรามีนโยบายที่เคารพการตัดสินใจของคนหนุ่มสาวอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การเกิดประชากรที่มีคุณภาพ เราขอเชิญชวนสังคมมาร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางสาธารณสุขที่เปิดกว้าง ปราศจากการตีตรา และสนับสนุนให้ทุกคนได้สิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกายตัวเองอย่างแท้จริง เพราะสังคมที่เข้มแข็ง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนประชากร แต่วัดจากการที่ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการออกแบบชีวิตของตนเอง




