ความรู้ท้องไม่พร้อม ความเคลื่อนไหว ยุติการตั้งครรภ์  รวมข่าว

นายกสมาคม ARSA ชี้ ‘ทัศนคติ’ กำแพงเหนือกฎหมาย ขวางยุติการตั้งครรภ์ ไม่เป็นบริการสุขภาพพื้นฐาน

RSATHAI อ่าน 7 นาที

“หมอนิรันดร์” เปิดเบื้องหลังการขับเคลื่อนงานยุติการตั้งครรภ์ในไทย ชี้ “ทัศนคติ” คืออุปสรรคใหญ่ที่ยังแก้ไม่ได้ เตรียมยกระดับระบบ “โทรเวช” เชื่อมต่อ สปสช. ช่วยผู้หญิงเข้าถึงบริการปลอดภัย 24 ชั่วโมง จี้ประกันสังคมปรับมุมมองสิทธิประโยชน์ให้เท่าเทียมบัตรทอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ.นิรันดร์ ชัยศรีสุขอำพร นายกสมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA หรือ ARSA (Association for RSA Development) ให้สัมภาษณ์กับทาง Hfocus ถึงปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การยุติการตั้งครรภ์ไม่สามารถเป็นบริการสุขภาพพื้นฐาน และทิศทางในอนาคตของสมาคม

ก้าวสำคัญจาก “ชมรม” สู่ “สมาคม” 

นพ.นิรันดร์ ย้อนรอยการทำงานว่า เครือข่าย RSA เริ่มต้นจากการรวมตัวของกลุ่มวิชาชีพแพทย์ พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์ในแถบนครชัยบุรินทร์ เพื่อแก้ปัญหาผู้หญิงที่ประสบอันตรายจากการซื้อยาทำแท้งเถื่อน โดยทำงานร่วมกับภาคีสำคัญอย่าง สายด่วน 1663 กลุ่มทำทาง และกรมอนามัย จนกระทั่งสามารถผลักดันยายุติการตั้งครรภ์เข้าสู่บัญชียาหลัก ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกรมอนามัย และระบบบริการที่เป็นสากลได้

“เราจดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการและมีความชัดเจนในแง่นิติบุคคลในการรับทุนสนับสนุน เช่น จาก สสส. เพื่อให้การขับเคลื่อนเครือข่ายอาสาครอบคลุมทั้งประเทศ” นพ.นิรันดร์ ระบุ

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า สมาคมจะเป็นตัวกลางในเรื่องของการประสาน รวบรวมผู้คนต่างๆ เป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามกฎของแพทยสภา และเมื่อมีกฎหมายใหม่ ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จะมาดูว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร เป็นหน้าที่ที่สมาคมจะต้องค่อย ๆ แก้กันต่อไป

“ทัศนคติ” กำแพงสูงที่ยังก้าวไม่พ้น

แม้ปัจจุบันกฎหมายจะปลดล็อกให้การยุติการตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 12 สัปดาห์สามารถทำได้โดยไม่มีความผิด แต่ นพ.นิรันดร์ ชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “ทัศนคติของคนในสังคม” โดยเฉพาะคนรุ่นก่อน (Generations) ที่มีอำนาจตัดสินใจในระดับนโยบายและสถานพยาบาล

ตั้งแต่เบบี้บูมเมอร์ เจน X และเจน Y จะค่อย ๆ มีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดตามรุ่น แต่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดสุด คือเจน Z ซึ่งจากหลาย ๆ การประชุม ผู้คนในกลุ่มเจน Z มองเรื่องการยุติการตั้งครรภ์เป็นการกระทำที่ปกติธรรมดา เพราะมนุษย์ต้องสามารถจัดการชีวิตของตนเองได้  

และต่อให้มีการโหวตเพื่อหาข้อยุติในเรื่องต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจ และใช้อคติในการทำงาน ทางนายกสมาคมมองว่า การโหวตอาจไม่ช่วยอะไร เพราะต่อให้มีผลโหวตชนะ แต่ถ้าคนที่มีหน้าที่ลงมือทำงานยังมีอคติ บอกว่า ‘ฉันไม่รับรู้ ฉันไม่ทำ’ ก็บังคับกันไม่ได้ แม้แต่กระทรวงสาธารณสุขเองก็ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จไปบังคับให้หมอทุกคนต้องทำได้ ถ้าใจไม่ยอมรับก็จบ 

ฉะนั้น จึงต้องฝากความหวังไว้ที่เจน Z ที่มีความคิดเรื่องสิทธิในร่างกายชัดเจนและมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องจัดการชีวิตตัวเองได้ และย้ำว่า บริการนี้ควรเป็น “บริการพื้นฐาน” ในโรงพยาบาลทุกแห่ง ถึงแม้ความจริงในตอนนี้ คือสถานพยาบาลหลายแห่งยังปฏิเสธ โดยอ้างความเชื่อส่วนบุคคล

“ยากิน” เทคโนโลยีในการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยที่สุด

ในเชิงการแพทย์ นายกสมาคม ARSA ยืนยันว่าเทคโนโลยีปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะ “การใช้ยา” ซึ่ง WHO รับรองว่าปลอดภัยและตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ซึ่งแบ่งวิธีการใช้ยาตามอายุครรภ์ ดังนี้

อายุครรภ์ต่ำกว่า 12 สัปดาห์ ปลอดภัยสูงมาก ใช้งานได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ผู้อื่นรับรู้ ซึ่งในบางประเทศขายเป็นยา Over the counter (OTC)

อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ ต้องผ่านกระบวนการปรึกษาทางเลือก (Counseling) โดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมจากกรมอนามัยเท่านั้น และต้องทำการยุติการตั้งครรภ์ในสถานพยาบาล เนื่องจากมีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น

อายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะของกฎหมาย และทำการยุติการตั้งครรภ์ในโรงพยาบาลเท่านั้น

ส่วนเทคโนโลยีอื่น ๆ นอกจากการกินยา จะมีการดูดมดลูกด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ เป็นเทคโนโลยีที่ WHO รับรองเช่นกัน มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่มีข้อเสียตรงที่มีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์  ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจทำได้ด้วยตัวคนเดียว 

สิทธิประโยชน์ “บัตรทอง” นำหน้า “ประกันสังคม”

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ นพ.นิรันดร์ ระบุว่า ปัจจุบัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มองการยุติการตั้งครรภ์เป็นบริการสุขภาพ และมีการสนับสนุนงบประมาณแล้ว แต่ในส่วนของ “ประกันสังคม” ยังคงต้องต่อสู้กันต่อไป เนื่องจากบอร์ดประกันสังคมบางส่วนยังไม่ยอมรับว่าสิ่งนี้คือบริการสุขภาพพื้นฐาน

อนาคต RSA พึ่งพาตนเองด้วยระบบ Telemedicine

นพ.นิรันดร์ เผยว่า ปัจจุบันนี้ ทุนต่าง ๆ เริ่มลดลง เพราะมีการกำหนดในเรื่องของบประมาณในการจ่ายทุนต่าง ๆ น้อยลงในทุก ๆ ปี ทาง สสส. ก็ได้งบประมาณเพื่อมาจัดการปัญหาในเรื่องของสุขภาพทั่วประเทศน้อยลง จึงมองเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ ว่าควรจะเป็นบริการสุขภาพได้แล้ว

ฉะนั้น ตั้งแต่ปี 2570 สมาคมจะหยุดการขอทุนจาก สสส. และมุ่งสู่การบริหารจัดการตนเอง ผ่านการพัฒนาระบบโทรเวช (Telemedicine) ครบวงจร 24 ชั่วโมง

“เรากำลังพัฒนาระบบออนไลน์ให้คนไข้เข้าถึงบริการได้จากที่บ้านโดยไม่ต้องเดินมาโรงพยาบาลในกรณีอายุครรภ์น้อย โดยสมาคมจะเป็นตัวกลางพัฒนาระบบร่วมกับคลินิกพันธมิตร เพื่อให้คลินิกเหล่านั้นไปเบิกจ่ายงบประมาณจาก สปสช. ได้ตามสิทธิ์ วิธีนี้จะช่วยให้ระบบอยู่รอดและผู้หญิงเข้าถึงความปลอดภัยได้รวดเร็วที่สุดตามมาตรฐาน และยังอยู่ในความควบคุมของกรมอนามัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ” นพ.นิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย

https://www.facebook.com/share/p/1DGNiSRXdy

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นจะถูกตรวจสอบก่อนเผยแพร่